ฮอนด้าบีอาร์-วีใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์7ที่นั่ง มีดีอะไรบ้าง
  • 08 Sep 2022
  • Car Drive

ฮอนด้าบีอาร์-วีใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์7ที่นั่ง มีดีอะไรบ้าง

ฮอนด้า บีอาร์-วี เปิดตัวสู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2558 และครั้งนี้ เป็นเจเนอเรชันที่ 2 ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ดีไซน์ที่สปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนอย่างทรงพลังและเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC (DOHC-เพลาราวลิ้นคู่) ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT พร้อมสมรรถนะที่ได้รับการยกระดับในทุกด้าน

ระบบช่วงล่างและการควบคุมรถ มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ถุงลม 6 ตำแหน่ง* ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ พัฒนาภายใต้แนวคิดหลัก “Jetliner Cross” เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ที่สะดวกสบายราวกับโดยสารไพรเวตเจ็ต ด้วยการผสานดีไซน์สไตล์สปอร์ต สมรรถนะอันทรงพลัง พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายไว้อย่างลงตัว เพื่อยกระดับ บีอาร์-วี ใหม่ สู่การเป็นพรีเมียมเอสยูวี โดยผสานคุณค่าจาก 3 ด้านหลักๆ ได้แก่

1. คุณค่าของความเป็นรถเอสยูวี (SUV Value) รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง บึกบึน แต่ยังคงความสปอร์ตพรีเมียม

  • คุณค่าของความเป็นรถเอ็มพีวี (MPV Value) ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายในทุกที่นั่ง มาพร้อมความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย 
  • ความเพลิดเพลินในการขับขี่ (Driving Pleasure) การขับขี่ที่สนุกอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น มอบการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ ขณะเดียวกันยังประหยัดน้ำมัน และมอบความนุ่มนวลตลอดการเดินทาง

ความลงตัวของดีไซน์ สู่ลุคสปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่ง 

ดีไซน์ภายนอก ออกแบบภายใต้แนวคิด “Sleekness on Cross Motion” ด้วยการใช้เส้นสายด้านข้างตัวรถที่ลากยาวต่อเนื่องจากด้านหน้าสู่ด้านท้าย สะท้อนความปราดเปรียวและความแข็งแกร่งทรงพลังไปพร้อมๆ กัน เสริมด้วยล้อและยางขนาดใหญ่ที่สะท้อนความเป็นเอสยูวีชัดเจนยิ่งขึ้น และยังสามารถสัมผัสได้ถึงความกว้างขวางสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร แม้เพียงมองจากภายนอก 

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สะท้อนความโดดเด่นยิ่งขึ้นในรุ่น EL ที่มาพร้อมสี Piano Black
  • กันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่ ตกแต่งสีเงิน (รุ่น EL)
  • ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (รุ่น EL)
  • กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ (รุ่น EL)
  • คิ้วตกแต่งสเกิร์ตข้างสีเงิน (รุ่น EL)
  • ราวหลังคาตกแต่งแบบสปอร์ต
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 17 นิ้ว (รุ่น EL) และขนาด 16 นิ้ว (รุ่น E)

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHใหม่ (เพลาราวลิ้นคู่)

  • เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับระบบเกียร์ CVT ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุดที่ 145 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที 
  • ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ทรงพลัง มอบอัตราการประหยัดน้ำมัน 16.1 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20

ทีมพัฒนาได้เสริมคุณค่าของความเป็นรถเอ็มพีวี (MPV Value) ให้กับ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ทั้งในเรื่องของการควบคุมพวงมาลัย การทรงตัวที่มั่นคง และความแข็งแกร่งของตัวถัง เพื่อให้สมรรถนะโดยรวมเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน โดยยึดแนวคิดตามคุณค่าหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  1. คุณค่าของความเป็นรถเอสยูวี (SUV Value) มีความกว้างและความยาวของฐานล้อที่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มการทรงตัวที่มั่นคงในสไตล์รถเอสยูวี เสริมด้วยความสูงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้น และขนาดยางที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งโครงสร้างของตัวถังที่ได้สมดุลของความแข็งแกร่ง
  2. คุณค่าของความเป็นรถเอ็มพีวี (MPV Value) มีการปรับปรุงโครงสร้างของสมรรถนะด้านเสียงและความสั่นสะเทือน หรือ NV เพื่อให้ห้องโดยสารมีความสบายและความเงียบมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้แผ่นดูดซับการสั่นสะเทือนที่ตัวเบาะ รวมทั้งการเพิ่มพนักเท้าแขน มาพร้อมระบบปรับอากาศที่เย็นสบายและทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการนั่งโดยสารให้มากยิ่งขึ้น
  3. ความเพลิดเพลินในการขับขี่ (Driving Pleasure) ทั้งระบบส่งกำลัง ระบบพวงมาลัย และระบบช่วงล่าง มีการพัฒนาและปรับแต่ง เพื่อให้ได้ความเพลิดเพลินในการขับขี่

ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตราฐาน

ฮอนด้าเซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้ 

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) 

ระบบช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง หรือในกรณีที่อยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ โดยระบบจะทำงานเมื่อรถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 72 กม./ชม. ขึ้นไป

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)

ระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติ โดยมีกล้องตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยระบบจะทำงานเมื่อรถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป

  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

ระบบจะใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติ ช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร โดยระบบจะทำงานเมื่อรถยนต์วิ่งอยู่ที่ความเร็ว 72 กม./ชม. ขึ้นไป 

  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือรถยนต์ด้านหน้า นอกจากนี้ ระบบจะปรับไฟหน้าเป็นไฟสูงโดยอัตโนมัติเมื่อขับขี่ในเส้นทางที่มืดหรือในเวลากลางคืน โดยจะทำงานที่ความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป

  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN) 

ระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ตามรถคันหน้า โดยระบบจะทำงานเมื่อตรวจพบรถคันหน้ามีการเคลื่อนที่ ในสภาวะที่รถอยู่ห่างกันภายในระยะ 10 เมตร และรถของผู้ขับขี่ไม่มีการเคลื่อนที่ 

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่นๆ* อาทิ 

  • ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) 
  • ถุงลม 6 ตำแหน่ง (รุ่น EL) ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags) และ ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
  • ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) โดยประตูรถจะล็อกโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินออกห่างจากตัวรถขณะที่ถือกุญแจรีโมทอยู่ ซึ่งระบบจะมีเสียงและไฟกระพริบเตือนเพื่อยืนยันว่ารถล็อก
  • ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ที่มีการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับนี้ โดยเป็นการแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบผู้โดยสารหรือสิ่งของที่เบาะด้านหลัง ผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียงเมื่อดับเครื่องยนต์ 
  • ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock By Speed)
  • กล้องส่องภาพด้านหลัง
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
  • ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
  • ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
  • ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON และ ACETM ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)

ห้องโดยสารกว้างขวางโปร่งโล่ง สะดวกสบาย

ยกระดับความพรีเมียมด้วยวัสดุตกแต่งคอนโซลแบบ Piano Black พร้อมเบาะหนังแท้และวัสดุหนังสังเคราะห์ในทุกรุ่นย่อย 

  • ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยห้องเก็บสัมภาระท้ายที่มากขึ้นกว่าเจเนอเรชันก่อน พร้อมเบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ที่สามารถปรับพับเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้หลากหลายรูปแบบ
    • เบาะนั่งแถวที่ 2 มีพื้นที่ช่วงขากว้างขึ้น สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว (One Motion) โดยสามารถปรับเลื่อนหน้า-หลัง และพนักพิงปรับเอนได้ 3 ระดับ 
    • เบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่ช่วงขากว้างขึ้น โดยสามารถพับแยกแบบ 50:50 และพนักพิงปรับเอนได้
      2 ระดับ
  • มาพร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล โดยระบบจะสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ล่วงหน้าก่อนการขับ และระบบปรับอากาศจะเริ่มทำงานทันที เพื่อช่วยอุ่นเครื่องและปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นสบายล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง ในขณะเดียวกันประตูรถยังคงล็อกอยู่เช่นเดิม และรถจะไม่สามารถออกตัวได้จนกว่าผู้ขับขี่จะทำการสตาร์ทรถตามปกติ
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 
  • ที่วางแก้วน้ำ 8 ตำแหน่ง
  • พนักเท้าแขนด้านหน้าและด้านหลัง

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่และความบันเทิงที่เชื่อมต่อผู้ใช้งานกับรถ

  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) (รุ่น EL)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto 
  • พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง 
  • ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง (รุ่น E) และ 3 ตำแหน่ง (รุ่น EL)
  • ลำโพง 4 ตำแหน่ง (รุ่น E) และ 6 ตำแหน่ง (รุ่น EL)

รุ่นและราคา

มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น EL และ รุ่น Eรุ่น

รุ่น /สีขาวทาฟเฟต้า /สีดำคริสตัล (มุก)  /สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก)

EL.         -                  973,000 บาท     977,000 บาท

E    915,000 บาท    921,000 บาท         -

สี

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) (เฉพาะรุ่น EL) สีดำคริสตัล (มุก) และ สีขาวทาฟเฟต้า (เฉพาะรุ่น E) สำหรับสีภายใน รุ่น EL จะมาพร้อมสีดำ และ รุ่น E มาพร้อมสีภายในสีทูโทน
(ดำ/มอคค่าเกรย์)

หมายเหตุ: 

  • *อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

http://www.autofulltravel.com

https://www.facebook.com/autofulltravel/